Archive for the ‘ศาสนาเชน (Jainism)’ Category

อหิงสาในสายตาของศาสนาเชน

“หลักการอหิงสาในศาสนาเชนเป็นหลักการที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์และคุณภาพของสังคม ไม่ใช่หลักการที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง หรือเป็นไปเพื่อใช้ต่อรองกดดันฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นการใช้หลักการอหิงสาในฐานะที่เป็นเสมือนกับอาวุธชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการต่อสู้กันย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ”

บทนำ

ไม่นานมานี้มีโอกาสที่จะต้องไปทำงานเกี่ยวกับศาสนาเชน (Jain) ครับ (1) เลยมีโอกาสได้ค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับหลักการหนึ่งที่สำคัญมากในศาสนาเชน นั่นคือ หลักการอหิงสา (Ahimsa) หรือ หลักการการไม่ใช้ความรุนแรง (Non-Violence) ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกอ้างถึงบ่อยมากในสังคมไทยปัจจุบัน และเกือบทุกครั้งที่กล่าวถึงหลักการอหิงสาก็มักจะกล่าวถึงในความหมายของรูปแบบการประท้วงและการต่อสู้กันทางการเมืองเท่านั้น ดังที่ปรากฏในกระบวนการการต่อสู้ทางการเมืองของ ท่านมหาตมะ คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) ซึ่งหลักการอหิงสาตามความหมายดังกล่าวเป็นเพียงการประยุกต์ใช้ในรูปแบบหนึ่งเท่านั้นครับ

โดยข้อเท็จจริงแล้ว หลักการอหิงสาเป็นหลักการที่มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าการเป็นเพียงรูปแบบการประท้วงและการต่อสู้กันโดยไม่ใช้ความรุนแรง หรือมากกว่าคำว่า “การไม่ใช้ความรุนแรง” ครับ รวมถึงในบางสถานการณ์ หลักการอหิงสาถูกใช้อย่างผิดๆ เสมือนกับเป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งที่ใช้เพื่อการต่อสู้กันทางการเมืองเพื่อให้ตนเองบรรลุถึงเป้าหมายเท่านั้น ในที่นี้ผู้เขียนจึงจะขอนำเสนอความหมายอย่างย่อๆ และความน่าสนใจของหลักการอหิงสาตามทัศนะของศาสนาเชน ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ทีสนใจในหลักการข้อนี้ครับ

ศาสนาเชนกับหลักการอหิงสา

หลักการอหิงสาถือได้ว่าเป็นหลักการหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดในศาสนาเชน จะสังเกตได้ว่าสัญลักษณ์ของศาสนาเชนรูปแบบหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นฝ่ามือ บริเวณกลางฝ่ามือจะมีข้อความภาษาฮินดีที่แปลว่า “Ahimsa” อยู่ซึ่งแสดงถึงว่าหลักการดังกล่าวเป็นหลักการที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในศาสนาเชน กระทั่งมีคำกล่าวว่า ศาสนาเชนเป็นศาสนาแห่งการไม่ใช้ความรุนแรง (Jain is the religion of Non-violence)

หลักการอหิงสาปรากฏอยู่ในหลักการทางจริยธรรมขั้นพื้นฐาน (5 vows หรือ Anuvastra) ในศาสนาเชน หลักการดังกล่าวเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในสังคม หากเทียบกับศาสนาพุทธก็อาจเทียบได้กับศีล 5 นะครับ หลักการทั้ง 5 ข้อนี้ประกอบด้วย

1) การไม่ใช้ความรุนแรง (Ahimsa)
2) การยึดมั่นในสัจจะ (Satya)
3) ไม่ลักทรัพย์ (Asteya)
4) ไม่ประพฤติผิดทางเพศ (Brahmacarya)
5) ไม่ครอบครอง (Aparigraha)

หลักการพื้นฐานทางจริยธรรมทั้ง 5 ข้อ ผู้ที่นับถือศาสนาเชนจะมีแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามสถานะของบุคคล โดยมีคำอธิบายว่า ข้อแรกเป็นหลักการที่มีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากเป็นหลักการที่จะนำไปสู่การชำระจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ และเป็นหนทางไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลส ไม่ต้องติดอยู่กับกรรมและเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ซึ่งกรรมต่างๆ นั้นล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความรุนแรงที่ได้กระทำต่อสรรพชีวิต ดังที่มีข้อความที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลักการอหิงสากับการหลุดพ้นว่า

“ความผิดบาปทุกชนิด การลักขโมย การยึดมั่นถือมั่น และการผิดศีลธรรมเป็นรูปแบบของความรุนแรงซึ่งทำลายความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ…” (2)

หลักการอหิงสาในศาสนาเชนครอบคลุมมิติของการไม่ใช้ความรุนแรงในหลายๆ ด้าน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

1) การไม่กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรุนแรง (Violence by Actions )
2) การไม่กล่าววาจาต่างๆ ด้วยความรุนแรง (Violence by Speech)
3) การไม่คิดด้วยความรุนแรง (Violence by Thought )

จะสังเกตได้นะครับว่า ความหมายของหลักการอหิงสาไม่ได้มีความหมายแคบๆ เพียงแค่การไม่ทำร้ายชีวิตหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งเป็นความหมายของความรุนแรงในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ความหมายของการไม่ใช้ความรุนแรงในศาสนาเชนครอบคลุมไปถึงความรุนแรงทางวาจาและความคิดด้วย

นอกจากนี้ ในหนังสือชื่อ “The Jain Way of Life” (3) ได้กล่าวถึงหลักการอหิงสาในความหมายเชิงพลวัต (Dynamic meaning) ด้วย นั่นคือ นอกจากการไม่ใช้ความรุนแรงในความหมายเชิงข้อห้าม (Prohibitive Meaning) หลักการอหิงสายังมีความหมายเชิงปฏิบัติ (Practical Meaning ) ด้วย นั่นคือหลักการอหิงสาไม่ได้มีความหมายเพียงการไม่ใช้ความรุนแรง แต่ยังมีความหมายในเชิงก้าวหน้าไปสู่การกระทำที่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความรุนแรงด้วย ดังที่มักจะมีคำสอนเรื่อง ความเมตตา (Compassion) ควบคู่ไปกับคำสอนในเรื่องอหิงสาด้วย ตัวอย่างเช่น

1) จากการไม่กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรุนแรง เป็น การมีความเมตตาในการกระทำ (Compassionate by Actions)
2) จากการไม่กล่าววาจาต่างๆ ด้วยความรุนแรง เป็น การมีความเมตตาในการกล่าววาจา (Compassionate by Speech)
3) จากการไม่คิดด้วยความรุนแรง เป็น การมีความเมตตาในการคิด (Compassionate by thought)

หลักการอหิงสากับการพัฒนาชีวิตและสังคม

ตามความเห็นของผู้เขียน นอกจากศาสนาทุกศาสนาจะอธิบายถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อไปสู่จุดหมายสูงสุด เช่น การบรรลุนิพพาน การกลับไปเป็นหนึ่งกับสิ่งสูงสุด หรือการไปอยู่ในอาณาจักรแห่งพระเจ้า (ในกรณีของศาสนาเชนคือการหลุดพ้นจากกิเลส) แต่ทุกศาสนาต่างก็จะมีหลักการคำสอนที่เป็นไปเพื่อขัดเกลาบ่มเพาะให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตได้ดีในทางสังคมด้วย และหลักการอหิงสาก็เป็นหลักการที่ศาสนาเชนเลือกที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาชีวิตมนุษย์ทั้งในส่วนของตัวบุคคลและกับการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ดังที่คำกล่าวว่า

“การทำร้ายชีวิตอื่นคือการทำร้ายตัวเอง การแสดงออกถึงความเมตตาต่อชีวิตอื่นเป็นการแสดงออกถึงความเมตตาต่อตนเอง ผู้ปรารถนาประโยชน์แห่งตนพึงหลีกเลี่ยงเหตุแห่งการละเมิดชีวิต” (4)

หลักการอหิงสาจึงเป็นหลักการพื้นฐานที่มีศักยภาพที่จะนำไปสู่ความเคารพในมนุษย์ สรรพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพราะในทางศาสนาเชนเองแล้วก็จะถือว่าทุกสรรพมีคุณค่าซึ่งเราต้องให้ความเคารพด้วยกันทั้งสิ้น เช่นหลักการอหิงสานี้จะพัฒนาไปสู่จริยธรรมสังคมที่สำคัญๆ อื่น เช่น แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษย์ชน แนวคิดเรื่องสิทธิสัตว์ และแนวคิดด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังที่ อัลเบิรต์ เชว็ตเซอร์ (Albert Schweitzer) นักปรัชญาชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ได้นำเอาหลักการอหิงสาในศาสนาเชน และหลักการเกี่ยวกับการให้การเคารพในชีวิตไปกล่าวไว้ในเรื่อง “The Ethics of Reverence for Life” (5) ซึ่งอธิบายถึงหลักการทางจริยธรรมที่เป็นพื้นฐานทางสังคม ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชีวิต โดยการนำหลักการเรื่องอหิงสาไปใช้เป็นพื้นฐาน

จากจุดเริ่มต้นที่หลักการอหิงสาจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพจิตใจของบุคคล เมื่อบุคคลคนหนึ่งได้รับการพัฒนาแล้ว การไม่ใช้ความรุนแรงจะถูกขยายต่อไปยังคนในครอบครัวซึ่งเป็นสังคมหน่วยย่อยหน่วยแรก ขยายไปสู่กลุ่มเพื่อนฝูง คนรู้จัก หรือแม้กระทั่งศัตรู รวมถึงจะขยายไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย เช่น สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การนำหลักการอหิงสาทั้งในความหมายแบบข้อห้าม และความหมายเชิงปฏิบัติ ไปใช้ในแวดวงต่างๆ ทางสังคม ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดสังคมที่เป็นธรรมและมีความสุขด้วย อาทิเช่น การเกิดระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อโลกธรรมชาติ การเกิดสังคมที่มนุษย์ในสังคมนั้นอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพและเอื้ออาทรแก่กันและกัน รวมถึงระบบการเมืองที่ปราศจากความรุนแรง หรือเป็นการเมืองที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามต่อเพื่อนมนุษย์และโลกอย่างแท้จริง

หลักการอหิงสากับการแก้ปัญหาสังคม

การนำหลักการอหิงสามาใช้แก้ปัญหาสังคมมักจะถูกนำมาใช้ในความหมายที่บกพร่องอยู่เสมอครับ นั่นคือการเห็นว่าหลักการอหิงสาเป็นยุทธวิธีหนึ่งในการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องกับฝ่ายผู้ที่มีอำนาจมากกว่า ผลที่ตามมาจากแนวคิดเช่นนี้คือ การใช้หลักการการอหิงสาเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้เป็นยุทธวิธีหนึ่งที่นำมาอ้างเพื่อความสำเร็จตามข้อเรียกร้องของฝ่่ายตน และหากวิธีการนี้ไม่สำเร็จเมื่อไหร่ ก็อาจพร้อมที่จะใช้วิธีการที่รุนแรงได้ทันที

ท่านคานธีมักจะกล่าวถึงหลักการอหิงสาควบคู่กับหลักการเรื่องการยึดมั่นใน “สัตยะ” (Saytya) หรือความจริงอยู่เสมอ ท่านกล่าวว่า หลักการอหิงสาไม่สามารถนำไปใช้เพื่อสนับสนุนความเท็จ หรือจุดมุ่งหมายอันไม่ชอบธรรมได้ หลักการอหิงสาจึงไม่ได้เป็นเพียงวิธีการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นวิธีการที่ใช้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ชอบธรรมเท่านั้น หรืออาจกล่าวได้ว่า การไม่ใช้รุนแรงนั้นเป็นทั้งวิธีการและเป้าหมายในตัวเอง ท่านคานธีได้กล่าวว่า

“การไม่ใช้ความรุนแรง (อหิงสา) ไม่ได้มีความหมายง่ายๆ เพียงแค่การไม่ฆ่า …อหิงสาหมายถึงการไม่ทำร้ายชีวิต ไม่ว่าจะโดยการคิด การพูด และการกระทำ หลักการอหิงสาที่แท้จริงควรหมายถึงเสรีภาพโดยสมบูรณ์จากเจตจำนงอันป่่วยไข้ ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง แต่เป็นการแบ่งปันความรักไปสู่ทุกสรรพสิ่ง อหิงสาเป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณ และเป็นวิถีแห่งการปฏิบัติต่อทุกสรรพสิ่งในทุกๆ บริบทของชีวิต” (6)

ในความเห็นของผู้เขียน สิ่งที่น่าจะทำให้ท่านคานธีประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเอกราชของประเทศอินเดีย คือท่านได้เลือกใช้หลักการอหิงสาในความหมายของการเป็นเครื่องมือกล่อมเกลาพัฒนาจิตใจของมนุษย์มากกว่าครับ ซึ่งผู้ที่ได้รับการพัฒนาตามหลักการนี้ย่อมจะไม่กระทำสิ่งอันไม่ชอบธรรมแก่ผู้อื่น และเลือกที่จะกระทำกับผู้อื่นอย่างเป็นธรรมด้วย หลักการอหิงสาสำหรับท่านคานธีจึงเป็นหลักการที่ใช้เพื่อพัฒนาคนในขบวนการของท่านให้มีจิตใจที่สูงส่งขึ้น ไม่มีความคิดที่จะใช้ความรุนแรงในทุกๆ มิติ (กาย วาจา และใจ) และเลือกที่จะกระทำกับคนอังกฤษด้วยความเคารพมากกว่าความเกลียดชัง

ขบวนการของท่านคานธี ค่อยๆ ทำให้คนอังกฤษได้เรียนรู้ว่า การใช้ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้ ในขณะเดียวกันคนอังกฤษก็เริ่มที่จะฟังเนื้อหาจากผู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การแก้ไขการกระทำของตัวเองให้ถูกต้องตามมา ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่า ท่าทีของการไม่ใช้ความรุนแรงของขบวนการของท่านคานธีจึงเป็นท่าทีของการพัฒนากล่อมเกลาฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม มากกว่าท่าทีของการใช้หลักการอหิงสาในการต่อสู้กดดันฝ่ายตรงข้าม

ในอีกกรณีหนึ่งที่เป็นความขัดแย้งกันระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ความขัดแย้งดังกล่าวได้ลุกลามไปสู่การเกิดสงครามกลางเมือง จลาจล และฆ่าฟันกันระหว่างคนต่างศาสนา แสตนลี่ย์ วอลเพิร์ต (Stanley Wolpert) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอินเดียศึกษาได้เล่าถึงความพยายามของท่านคานธีในช่วงเหตุการณ์เดือนนั้นว่า

“ในเดือนแห่งความสับสนอลหม่านและการก่อการร้ายนั้น ท่านคานธีได้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มีความรุนแรงมากที่สุด ใช้เวลาในแต่ละคืนสอนสันติภาพ ความรัก และการสวดภาวนา ” “ท่านคานธีเดินเท้าจากหมู่บ้านหนึ่งสู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ตัดผ่านกลางหัวใจแห่งความรุนแรง…นั่นคือการสอนเรื่องอหิงสา” (7)

ผู้เขียนมีความเห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับการนำหลักการอหิงสาไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาสังคม คือการมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อหลักการนี้ก่อนหลักการอหิงสาในศาสนาเชนเป็นหลักการที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์และคุณภาพของสังคม ไม่ใช่หลักการที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง หรือเป็นไปเพื่อใช้ต่อรองกดดันฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นการใช้หลักการอหิงสาในฐานะที่เป็นเสมือนกับอาวุธชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการต่อสู้กันย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะใช้หลักการอหิงสาเพื่อการต่อสู้นั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งในตัวของมันเอง ดังนั้นหากเราต้องการแก้ปัญหาของสังคม หลักการอหิงสาควรมีฐานะเป็นเครื่องมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์และคุณภาพของสังคมมากกว่าฐานะใดทั้งหมด

สรุป

หลักการอหิงสาในศาสนาเชนที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงในที่นี้ อาจจะสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพของมนุษย์และสังคมได้ในระยะยาวและในรูปแบบที่ยั่งยืนนะครับ รวมถึงหากจะนำเอาหลักการอหิงสาตามความหมายดังกล่าวมาพิจารณาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน เราคงต้องมองการไม่ใช้ความรุนแรงในความหมายที่เป็นหัวข้อหนึ่ง ที่เราจะต้องนำมาใช้เพื่อให้การศึกษาพัฒนาคุณภาพของคนไทยและสังคมไทย ไม่ใช่การใช้หลักการอหิงสาเสมือนกับเป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งเพื่อต่อสู้ห้ำหั่นกัน ซึ่งถ้าหากเป็นไปได้จริง เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วง 4-5 ปีนี้ ก็อาจจะยุติลงอย่างยั่งยืนและเป็นจริงในระยะยาวได้

_____________________________________________________

1. ศาสนาเชนเป็นศาสนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานศาสนาหนึ่ง และมีข้อสันนิษฐานว่าเกิดก่อนศาสนาพุทธ มีศาสดา คือ ท่านมหาวีระ (Mahavir) เป็นศาสนาแบบอเทวนิยม (ศาสนาที่ไม่นับถือพระเจ้า) มีคำสอนเกี่ยวกับเรื่องกรรม และการหลุดพ้นจากกรรม (นิพพาน) ด้วยการละเว้นการทำกรรมทุกชนิดจนกระทั่งจิตวิญญาณเกิดความบริสุทธิ์โดยแท้จริง.
2. Puruṣārthasiddhyupāya 4.42.
3. เป็นที่น่าสังเกตว่าความหมายของความรุนแรงที่คนส่วนใหญ่เข้าใจจะเป็นเพียงความหมายของความรุนแรงในมิติเดียวเท่านั้น.
4.
5. สามัน สุตตัม, 151
6.
7. Wolpert, Stanley. India. Los Angeles: University of California Press, 1991, p.69.

(ไว้จะมาอ้างให้เรียบร้อยภายหลังนะครับ)

ไปเยี่ยมวัดฑิฆัมพรและวัดเศวตามพร

ผมยังปรับตัวไม่ค่อยได้ในหลายๆ เรื่อง  ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องภาษา  ที่หลายครั้งผมต้องทวนคำถามกับคนที่คุยด้วยถึง 2-3 ครั้ง ถึงจะคุยกันรู้เรื่อง โดยเฉพาะสำเนียงอังกฤษแบบอินเดียยิ่งสับสนใหญ่ เพราะจับคำที่เขาพูดไม่ได้เลย แต่ถ้าอยู่กับอเมริกันก็ให้ช่วยแปลจากอังกฤษอินเดียเป็นอังกฤษอเมริกันอีกที เพราะถ้าเป็นอเมริกันจะฟังง่ายกว่า

ตอนบ่ายของวันที่ 1 มิ.ย. หลังจากอาหารเที่ยง ทางผู้จัดพาเราไปที่วัดเชนที่อยู่ในส่วนของ Old Delhi นั่งรถผ่าน Indian gate และ Redford วัดเชนวัดแรกอยู่ท่ามกลางชุมชน ติดกับถนนและตลาด คนพลุกพล่านมาก ที่วัดนี้มีภาพฝาผนังที่มีลักษณะแปลกๆ ให้ดู เช่น รูปของพวกนักบวชเชนที่เปลือยกาย ศีรษะล้าน รูปเคารพที่เป็นศาสดา (Tirstankra-ติรธังกร) ในยุคสมัยต่างๆ ของศาสนาเชน (เป็นรูปเคารพเปลือยเช่นกัน)

แต่ที่ไม่นึกไม่ฝันคือ การได้เจอนักบวชเชนนิกายฑิฆัมพร (Digambara) ที่นั่งอยู่บริเวณชั้นล่างของวัด มีชาวบ้านหลายคนมานั่งเฝ้าอยู่  พวกเรานั่งฟังวิทยากรที่บรรยายให้ฟังเกี่ยวกับนักบวชท่านนี้  วันนี้เป็นวันเกิดของท่าน และเป็นวันสุดท้ายที่ท่านจะอยู่วัดนี้ (นักบวชเชนนิกายฑิฆัมพรจะไม่อยู่ที่ใดที่หนึ่งนาน) นักบวชท่านนี้เปลือยกายหมด ไม่ปิดบังแม้แต่ส่วนของอวัยวะเพศ ผมไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะได้เห็นนักบวชนิกายนี้ด้วยตัวเอง เพราะนึกว่าคงจะไม่อยู่ในย่านชุมชน หรือต้องอยู่ในที่ๆ ไม่สามารถพบเห็นได้ง่ายๆ แต่นี่อยู่กลางเมืองเลย (แถวๆ Indian gate และ Redford คนพลุกพล่านมากคิดว่าน่าจะเหมือนแถวๆ สนามหลวงเมืองไทย)

นักบวชท่านนี้บอกกับพวกเราว่า  ขอให้พวกเราบรรลุสิ่งที่ต้องการ  หลุดพ้นจากมลภาวะอย่าให้มาเกาะติดกับจิตใจ  และถึงแม้เชนจะสอนในเรื่องการไม่ครอบครอง (Non-Possession)  แต่การครอบครองความรู้ สามารถถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงามได้ เพราะมันจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีงามขี้นได้  ท่านบอกว่าไม่ใช่พรสำหรับตัวพวกเรา แต่เป็นพรสำหรับความรู้ที่เรากำลังจะแสวงหา

หลังจากนั้นเราก็เข้าไปดูห้องที่นักบวชนี้ใช้ในการนั่งสมาธิ เขาทำคล้ายๆ กับเป็นโพรงเป็นถ้ำเข้าไปแคบๆ หลังคาต่ำ เกือบพอดีกับศีรษะ มีเครื่องปรับอากาศ ที่นั่ง และรูปเคารพของศาสดาตั้งอยู่ภายใน ถ้าผมฟังไม่ผิด วิทยากรเล่าว่านักบวชเชนเข้ามานั่งในนี้ครั้งนึงประมาณ 3-6 เดือนไม่ออกไปไหน โดยมีคนเอาหารเข้ามากให้วันละ 1 มื้อ

วัดที่ 2 ที่เราไปเป็นอีกนิกายหนึ่งชื่อ เศวตามพร (Swetambara) วัดนี้เตรียมงานไว้ต้อนรับพวกเราอย่างดี มีการกล่าวต้อนรับ นำผ้าและพวงมาลัยมาคล้องศรีษะและเจิมหน้าผากให้กับพวกเรา มีศาสนิกชนเชนจำนวนมากมาต้อนรับ ดูพวกเขายินดีมากที่ได้ต้อนรับพวกเรา พาเราไปที่ลานประกอบพิธีกรรมที่อยู่ในตัวอาคารเดียวกัน เอาผ้าขาวแผ่นเล็กๆ มาคล้องปิดปากให้เรา ตามธรรมเนียมของเศวตามพรที่เราจะต้องป้องกันไม่ให้มีสิ่งมีชีวิตหลุดเข้าไปในปากเวลาที่พูด หลังจากที่พวกเรานั่งกันเรียบร้อย มหาราชจี (ตำแหน่งของนักบวชที่สูงสุดในวัดคล้ายๆ เจ้าอาวาส) และนักบวชชายและหญิง (นักบวชหญิงจะมีเฉพาะในนิกายเศวตามพรเท่านั้น) ก็ขึ้นนั่งอยู่บนแท่นต่อหน้าพวกเรา

นักบวชเชนนิกายเศวตามพรจะแต่งกายด้วยผ้าขาวผืนบางๆ  ผมสังเกตว่ามีการสวมกางเกงขาสั้นอยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่ง  ถ้าเป็นนักบวชหญิงจะมีผ้าคลุมศีรษะด้วย  ทั้งหมดสวมผ้าปิดปากไว้เหมือนกับที่ทำให้กับพวกเรา  ทุกคนจะมีไม้กวาดที่เป็นผ้าไว้ปัดกวาดทางที่จะเดินไปและที่นั่งก่อนที่จะนั่ง  ท่านสอนพวกเราเกี่ยวกับประเพณีการปฏิบัติเกี่ยวกับการทำความเคารพ การกล่าวทักทาย และท่องมันตระ (หรือท่องมนต์) อวยพรให้กับพวกเรา  ผมสังเกตว่าศีรษะของนักบวชชายทุกคนจะมีผมไม่สม่ำเสมอ  ซึ่งน่าจะมาจากการถอนด้วยมือมากกว่าที่จะโกน (ได้ข้อมูลภายหลังว่า นักบวชพวกนี้จะถอนผมตัวเองปีละ 2 ครั้ง) 

เรื่องของพวกเชนมีอยู่ในพุทธประวัติเยอะมาก  ส่วนใหญ่จะเป็นการโต้ตอบกันระหว่างพระพุทธเจ้ากับคนพวกนี้  ที่ในคัมภีร์จะเรียกคนพวกนี้ว่า พวกนิครนนาฎบุตร  ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากที่จะทำให้เราเข้าใจศาสนา 2 ศาสนานี้ที่เกิดขึ้นร่วมสมัยกัน ว่าทำไมจึงเลือกทางเดินที่ต่างกัน (ทั้งที่จุดหมายอาจจะเป็นที่ๆ เดียวกันก็ได้) คือ ในขณะที่พวกเชนเลือกที่จะตอบสนองหลักการของตนด้วยวิธีการเช่นที่ว่านี้ พระพุทธเจ้าที่ยอมรับในหลักการคล้ายๆ กัน กลับเลือกที่จะใช้ทางสายกลาง (Moderate path-มัชฌิมาปฎิปทา) มากกว่า

วันนั้นเหนื่อยมากครับ  เหนื่อยด้วยความแปลกตาแปลกใจกับสิ่งที่ได้มาเห็นมารับรู้  หากมองว่าศาสนาเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์  สิ่งประดิษฐ์ชนิดนี้ก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจมากที่สุด  เพราะมันกำหนดและกลืนกินทุกอย่างในการใช้ชีวิตของผู้ที่สร้างมันขึ้นมาทั้งโดยที่รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง  และยิ่งได้มาพบเห็นชีวิตของพวกนักบวชเชนแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกขึ้นมาว่า ความคิดมันสามารถนำพามนุษย์ไปได้ไกลถึงไหน  พอดีวันนี้มีเวลาว่างและก็เพิ่งจะใช้อินเตอร์เน็ตได้ในหอพัก  วันหลังหากมีเวลาจะมาเล่าเรื่องศาสนาเชนที่ได้ไปพบเห็นมาอีกนะครับ

สัญลักษณ์ของศาสนาเชน

ภาพ “มหาวีระและครอบครัวเมื่อครั้งยังคงครองเรือนในวรรณะกษัตริย์” จากเว็บไซต์ http://www.jainworld.com/

สัญลักษณ์ของศาสนาเชนเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงหลักการสำคัญทางศาสนา  ที่เพียงแต่ดูที่สัญลักษณ์ก็สามารถทำให้สามารถระลึกถึงหลักการและพื้นฐานความเชื่อที่สำคัญทางศาสนาได้  สัญลักษณ์ของศาสนาเชนประกอบด้วยสัญลักษณ์หลายๆ อันประกอบกันขึ้น โดยมีรูปแบบที่สำคัญหลักๆ อยู่ 3 รูปแบบ คือ

1. รูปแบบที่ 1

 ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/User:Sarvagnya/Jainism

รูปแบบที่เป็นรูปฝ่ามือนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มศาสนิกชนชาวเชน

2. รูปแบบที่ 2

ภาพจาก “google”

รูปแบบที่ 2 เป็นรูปที่พยายามแสดงให้ครอบคลุมถึงหลักการของศาสนาเชน  โดยการนำสัญลักษณ์ต่างๆ มารวมไว้ในรูปเดียวกัน  เป็นสัญลักษณ์ที่ศาสนิกชนเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ในโอกาสครบรอบ 2,500 ปี การนิพพานของศาสดามหาวีระ (1972 A.D.)

3. รูปแบบที่ 3

 ภาพสัญลักษณ์ “โอมในศาสนาเชน” จากเว็บไซต์ http://www.nirmalgyan.org/symbols/index.htm

รูปแบบที่ 3 (ยังไม่สามารถหาภาพประกอบได้ครับ) เป็นรูปที่ปรับปรุงจากรูปที่ 2 โดยเปลี่ยนจากการใช้รูปสวัสดิกะไปเป็นตัวอักษรที่อ่านออกเสียงว่า “โอม” คำที่เป็นที่นิยมใช้ในทางศาสนาของอินเดีย แต่ในที่นี้มีความหมายเฉพาะสำหรับศาสนาเชนที่แตกต่างออกไป ออกแบบสร้างโดยศาสนิกชนชาวเชนในประเทศแคนาดา

สัญลักษณ์ย่อยต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสัญลักษณ์ของศาสนาเชนทั้ง 3 รูปแบบ มีความหมายต่างๆ ดังนี้

1. ฝ่ามือ (Palm of the hand / ปรากฏอยู่ในทั้ง 3 รูปแบบ) หมายถึง การปราศจากซึ่งความกลัวของพันธะแห่งกรรมทั้งปวง การดำเนินชีวิตอย่างมีศรัทธาและเปลี่ยนแปลงการกระทำของตนเองไปสู่หนทางที่ถูกต้องของศาสนา

2. วงล้อแห่งธรรม หรือ จักระ (Chakra / ปรากฏอยู่ในฝ่ามือ ทั้งในรูปแบบที่ 1 และ 2) หมายถึง ธรรมที่เผยแผ่โดยติรธังกร ซี่ล้อทั้ง 24 ซี่ หมายถึงติรธังกรทั้ง 24 ท่าน ภายในมีตัวหนังสือเขียนว่า “อหิมสา” หรือ อหิงสา (Ahimsa) ที่หมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรงในทุกมิติของชีวิต

3. จุดบนรูปพระจันทร์เสี้ยว (Digit of the Moon / ปรากฏในรูปแบบที่ 2 และ 3) แสดงถึงจิตวิญญาณและดินแดนแห่งจิตวิญญาณที่หลุดพ้นจากกรรมทั้งปวง

4. จุดสามจุด (ปรากฏในรูปแบบที่ 2 และ 3) หมายถึง หลักการที่สำคัญสูงสุดที่นำไปสู่หนทางแห่งการหลุดพ้น 3 ข้อ คือ
1) การรับรู้อันถูกต้อง (Right Perception)
2) การมีความรู้อันถูกต้อง (Right Knowledge)
3) การกระทำอันถูกต้อง (Right Action)

5. สวัสดิกะ (Swastika / ปรากฏในรูปแบบที่ 1 และ 2) หมายถึง วัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย (Cycle of births and deaths) หรือ วัฏสงสาร จุดทั้งสี่จุด (ไม่มีในรูปตัวอย่าง) ที่อยู่ภายในสวัสดิกะ หมายถึง สรรพชีวิตที่อยู่ภายใต้วัฏจักรแห่งการเกิดและการตายทั้ง 4 คือ
1) สิ่งที่กำเนิดในแดนสวรรค์
2) มนุษย์
3) สัตว์
4) สิ่งที่กำเนิดในแดนนรก

6. อักษรโอม (Jain OM / ปรากฏอยู่ในรูปแบบที่ 3) เป็นสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นมาจากตัวอักษร 5 ตัว คือ a, a, aa, u และ m โดยแต่ละตัวมีความหมายดังนี้
a มาจาก Arihant หมายถึง จิตวิญญาณที่บรรลุธรรมโดยสมบูรณ์ (หลุดพ้นจากวัฎสงสารแล้ว)
a มาจาก Ashariri หมายถึง จิตวิญญาณที่หลุดพ้นจากกรรมทั้งปวง (อยู่ ณ จุดสุดยอดแห่งวัฏสงสาร)
aa มาจาก Acharya หมายถึง ผู้นำศาสนาหรืออาจารย์สอนศาสนา
u มาจาก Upadhyaya หมายถึง ผู้ที่สอนนักบวช
m มาจาก Muni หมายถึง นักบวช
ดังนั้นคำว่า “โอม” ในศาสนาเชน จึงหมายถึง กลุ่มบุคคลอันเป็นที่เคารพบูชาในศาสนาเชน

ส่วนกรอบใหญ่ของสัญลักษณ์ในรูปแบบที่ 2 และ 3 แสดงถึงสรรพชีวิตในทั้ง 3 โลก ที่จะเคลื่อนย้ายจากครึ่งล่าง โดยอาศัยหลักการคำสั่งสอนของติรธังกรทั้ง 24 ท่านไปสู่ครึ่งบนและจุดสุดยอดคือการหลุดพ้นจากกรรมทั้งปวง และพื้นที่นอกกรอบดังกล่าวที่เป็นพื้นที่ของจิตวิญญาณที่หลุดพ้นจากวัฎสงสารแล้ว

แหล่งข้อมูล

จาก Essence of World Religions โดย Pravin K. Shah

ไปเรียนศาสนาเชนกับโครงการ ISSJS 2008

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้ทุนของโครงการ The International Summer School for Jain Studies (ISSJS) เพื่อไปเรียนศาสนาเชนที่ประเทศอินเดียร่วมกับชาวต่างชาติอีกหลายประเทศเป็นเวลา 1 เดือนครับ  ตอนที่ไปผมมีความรู้เกี่ยวกับศาสนาเชนไม่มากนัก  แต่ภายหลังจากการเข้าร่วมโครงการก็มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับศาสนาเชนมากมาย  ทั้งที่เป็นเอกสารและประสบการณ์ตรง  จึงคิดว่าจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเผยแพร่ในบล็อกนี้  ทั้งในส่วนที่เป็นข้อมูลที่สามารถศึกษาได้ในเชิงวิชาการ และในส่วนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับบุคคลโดยทั่วไปด้วยครับ 

ทุน ISSJS จะเปิดรับสมัครผู้ที่มีความสนใจศึกษาและทำงานอยู่ในแวดวงของปรัชญาและศาสนาเข้าร่วมโครงการทุกปีครับ  ในส่วนของประเทศไทยจะคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการปีละ 1-2 คน โดยการส่งบทความแนะนำตัวเองและเหตุผลที่สนใจศึกษาศาสนาเชน  กำหนดการส่งภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี  และจะมีการสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษเล็กน้อย  หลังจากนั้นในเดือนมิถุนายนก็จะเดินทางไปศึกษาที่ประเทศอินเดีย  อาจเป็นโปรแกรม 1 เดือนหรือ 2 เดือนก็ได้  โดยทางโครงการจะออกค่าเครื่องบิน ค่าเดินทางภายในประเทศ และค่าอาหารและที่พักให้ทั้งหมด โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ  นอกจากจะเป็นการขอความร่วมมือเกี่ยวกับการทำกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาเชนตามโอกาส (เช่นอย่างที่ผมทำอยู่นี่เป็นต้นครับ) หากใครสนใจก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.jainstudies.org/index.php นะครับ

ผมจะค่อยๆ ทยอยถ่ายทอดเอกสารที่มีและประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนศาสนาเชนในบล็อกนี้  เพื่อจะได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาศาสนาเชนในประเทศไทยนะครับ  เพราะความรู้เกี่ยวกับศาสนาเชนในสังคมไทยยังมีอยู่น้อยมาก  และสิ่งที่เรารู้ส่วนใหญ่ก็มักเป็นความรู้ที่ค่อนข้างผิดไปจากความจริงด้วยซ้ำ  ผมสัณนิษฐานเอาเองว่า อาจเป็นเพราะศาสนาเชนมีประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกับศาสนาพุทธอยู่มาก  การนำเสนอจึงมีท่าทีที่พยายามจะแยกแยะให้เห็นความแตกต่างกันในเชิงระดับ  ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เราศึกษาทำความเข้าใจศาสนานี้ได้โดยปราศจากอคติ  ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงแล้วศาสนาเชนมีหลักการคำสอนหลายเรื่องที่เหมาะสมกับโลกสมัยใหม่มาก  หากเราศึกษาและทำความเข้าใจด้วยใจที่เปิดกว้างครับ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.